1.
ความเป็นมาและความสำคัญของภาพยนตร์
ประวัติความเป็นมาของภาพยนตร์ภาพยนตร์ที่ถือว่าเป็นต้นแบบของภาพยนตร์ในปัจจุบันคิดประดิษฐ์ขึ้นโดยโทมัสแอลวา
เอดิสัน (Thomas Alva Adison) และผู้ร่วมงานของเขาชื่อวิลเลียม
เคนเนดี้ดิคสัน (William kenadydickson)
เมื่อ พ.ศ. 2432
ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 เรียกชื่อว่า
"คิเนโตสโคป" (Kinetoscope) มีลักษณะเป็นตู้สูงประมาณ
4 ฟุต มักเรียกชื่อว่า
"ถ้ำมอง"เพราะต้องดูผ่านช่องเล็กๆ
ดูได้ที่ละคนภายในมีฟิล์มภาพยนตร์ซึ่งถ่ายด้วยกล้องคิเนโตกราฟ (Kenetograph)
ที่เอดิสันประดิษฐ์ขึ้นเอง ฟิล์มยาวประมาณ 50 ฟุต
วางพาดไปมาเคลื่อนที่เป็นวงรอบ ผ่านช่องที่มีแว่นขยายกับหลอดไฟฟ้าด้วยความเร็ว 48
ภาพต่อวินาที ต่อมาลดลงเหลือ 16 ภาพต่อวินาที
พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5
เป็นคนไทยพระองค์แรกที่ได้ชมภาพยนตร์แบบนี้ที่ประเทศสิงคโปร์
ซึ่งมีผู้นำมาถวายให้ทอดพระเนตรเมื่อคราวเสด็จประพาสสิงคโปร์และชวา ในปีพ.ศ. 2439
ต่อมาพี่น้องตระกูลลูมิแอร์ (Lumiere) ชาวฝรั่งเศสได้พัฒนาภาพยนตร์ถ้ำมองของเอดิสันให้สามารถฉายขึ้นจอขนาดใหญ่สำหรับดูพร้อมกันหลายคน
เรียกเครื่องฉายภาพยนตร์แบบนี้ว่า แบบ "ซีเนมาโตกราฟ"
(Cinimatograph) นำออกมาฉายตามเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลกตั้งแต่พ.ศ.
2439 เป็นต้นมา ซึ่งคำว่า "ซีเนมา"
(Cenema)ได้ใช้เรียกเกี่ยวกับภาพยนตร์มาถึงปัจจุบัน
พ.ศ. 2440
พระเจ้าอยู่หัวราชกาลที่ 5 เสด็จประพาสประเทศต่างๆในทวีปยุโรป
ซึ่งในครั้งนั้นได้มีช่างภาพของบริษัทลูมิแอร์
ประเทศฝรั่งเศสบันทึกภาพยนตร์การเสด็จถึงกรุงเบอร์นของพระเจ้ากรุงสยามไว้ 1
ม้วนใช้เวลาประมาณ 1 นาทีนับว่าเป็นการถ่ายภาพยนตร์ม้วนแรกของโลกที่บันทึกเกี่ยวกับชนชาติไทย
(โดมสุขวงศ์ 2533 : 2-3, เยาวนันท์เชฏฐรัตน์ 2529 :
6-20 )
“ภาพยนตร์”เชาวนันท์เชฏฐรัตน์
เขียนไว้ในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ว่า ภาพยนตร์ ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Motion Picture หรือ
Cinema หรือ Cinematograph หรือ CINE ตรงกับภาษาอังกฤษอเมริกันว่า Movie
ภาพยนตร์เป็นกระบวนการบันทึกภาพด้วยฟิล์มแล้วนำออกฉายในลักษณะที่แสดงให้เห็นภาพเคลื่อนไหว(Motion
Picture) ภาพที่ปรากฏบนฟิล์มภาพนยตร์หลังจากผ่านกระบวนการถ่ายทำแล้วเป็นเพียงภาพนิ่งจำนวนมากที่มีอริยาบทหรือแสดงอาการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปทีละน้อยต่อเนื่องกันเป็นช่วงๆ
ตามเรื่องราวที่ได้รับการถ่ายทำและตัดต่อมา
ซึ่งอาจเป็นเรื่องราวหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง
หรือเป็นการแสดงให้เหมือนจริงหรืออาจเป็นการแสดงและสร้างภาพจากจินตนาการของผู้สร้างก็ได้
ภาพยนตร์เป็นสื่อที่มุ่งเสนอเนื้อหาสาระความรู้
ความบันเทิงแก่ผู้ชมจำนวนมากในเวลาเดียวกัน
แม้ผู้ชมจะมีข้อกำจัดด้านทักษะการสื่อสารไม่สามารถอ่านออกเขียนได้
ก็สามารถดูได้รู้เรื่อง เมื่อมาผนวกกับเทคนิค ภาพ แสง สี เสียง
ผู้ชมไม่จำเป็นต้องสร้างจินตนาการในการรับรู้ด้วยตนเอง
จึงเชื่อกันว่าทั้งภาพยนตร์มีอิทธิพลครอบงำจิตใจหรือมีอำนาจชักจูงใจมวลชนอย่างมากและอย่างง่ายดาย
หากใช้ถ้อยคำเป็นเกณฑ์พิจารณา สามารถแบ่งภาษาภาพยนตร์ได้เป็น 2 ประเภท คือ
1.1
อวัจนภาษา ได้แก่ ภาพ
การเคลื่อนไหว แสง สี ดนตรี
เสียงประกอบและความเงียบอวัจนภาษาที่ใช้ในภาพยนตร์มีดังนี้
1.1.1 แสง (Light)ภาพที่ผู้ชมมองเห็นมักมาจากแหล่งกำเนิดแสง 2 แหล่ง
แหล่งแรกเป็นแสงจากธรรมชาติ คือ ดวงอาทิตย์ สำหรับเหตุการณ์นอกสถานที่ (Out
Door) แหล่งที่ 2 เป็นแสงประดิษฐ์คือหลอดไฟ
ซึ่งแสงภายในโรงถ่ายจะมีความหมายแก่ภาพแต่ละภาพแตกต่างกันขึ้นอยู่กับ
1.1.1.1 ความเข้มของแสง
ภาพยนตร์มีภาษาสำหรับเรียกความเข้มของแสง 2 ระดับคือ
ก)
(High Key) หมายถึง การให้แสงที่ให้ความสว่างแก่บุคคลและสิ่งที่อยู่ในฉากสว่างทั้งหมด
ทำให้เกิดเงาน้อย มุ่งให้เกิดความรื่นเริง ตื่นเต้น สนุกสนาน
ข)
(Low Key) หมายถึง การให้แสงเฉพาะที่
เน้นบางส่วนของฉากให้มีความสว่างส่วนที่เหลือของฉากจะเป็นเงาเข้ม
มุ่งให้เกิดความอ้างว้าง เศร้า น่ากลัว
ส่วนวิทยุโทรทัศน์ เรียกความเข้มของแสง 2 ระดับเช่นกัน คือ
(Hard Light) และ (Soft Light)
ก)
(Hard Light) หมายถึงแสงจ้าที่ส่องตรงไปยังบุคคลหรือสิ่งที่ถ่าย ทำให้เกิดเงาคมชัด
เห็นรายละเอียดของความหยาบ-ละเอียดของสิ่งที่ถ่ายเด่นชัด
ข)
(Soft Light) หมายถึง
แสงอ่อนที่ให้ความสว่างแก่บุคคลหรือสิ่งที่ถ่ายในลักษณะแผ่กระจายไม่ทำให้เกิดเงาคมชัด
บุคคลหรือสิ่งที่ถ่ายมักดูแบนเรียบ
1.1.1.2 ทิศทางของแสง
การให้แสงสามารถทำได้หลายลักษณะ ที่สำคัญได้แก่
แสงพื้น (Base Light) เป็นการให้แสงสว่างจากดวงไฟ
และโคมไฟหลายดวงในห้องส่งเพื่อให้กล้องสามารถทำงานได้ ปกติมักสว่างกว่าห้องธรรมดา
แสงหลัก (Key Light) เป็นการให้แสงครั้งแรกแก่ฉาก
โดยให้แสงตรงเกิดเงาคมชัดที่ด้านหน้าของบุคคลหรือสิ่งที่ถ่ายห่างจากด้านข้างของกล้อง
30-40 องศา เน้นให้เห็นรูปร่าง มิติความลึกของบุคคล หรือสิ่งที่ถ่าย
แสงเติม (Fill Light) เป็นการให้แสงพร่าเพื่อลบเงาซึ่งเกิดจากการให้แสงหลักโดยใช้ดวงไฟหรือโคมไฟวางตำแหน่งด้านข้างกล้องตรงข้ามกับแสงหลัก
แสงพื้นหลังหรือแสงฉาก (Background or Set Light) เป็นการให้แสงสว่างที่เน้นฉากหรือพื้นหลัง
แสงข้าง (Side Light) เป็นการให้แสงด้านข้างวัตถุที่ถ่าย
90 องศา ทางด้านข้างของบุคคลหรือสิ่งที่ถ่ายเพื่อเติมแสงเน้นให้เห็นสิ่งที่ถ่ายเด่นขึ้นโดยเฉพาะร่างกาย
(ยกเว้นใบหน้า)
แสงเติมด้านข้างและด้านหลัง (Kicker or Side Back Light) เป็นการให้แสงระหว่างด้านข้างและด้านหลังสิ่งที่ถ่าย
โดยใช้ดวงไฟเน้นส่วนศีรษะและผมให้เด่นขึ้น ช่วยสร้างภาพให้น่าดูหรือน่าชมยิ่งขึ้น
แสงจากกล้อง (Camera Light or Inky-dinky Light) เป็นการให้แสงโดยใช้ดวงไฟซึ่งมีกำลังสว่าง 75-100 วัตต์
ติดบนกล้องเพื่อเติมแสงเมื่อจำเป็น เช่น จับภาพแผ่นอักษรนำเรื่อง
หรือนำรายการเน้นให้เห็นประกายตา เสื้อผ่าของบุคคลที่ถ่าย
ลบเงาคิ้วซึ่งตกบนเปลือกตา
1.1.1.3 คุณลักษณะของแสง หมายถึง คุณลักษณะของแสงที่เกิดจากดวงไฟหรือโคมไฟซึ่งให้แสงแตกต่างกัน
คือ ดวงไฟ เป็นอุปกรณ์ที่ให้แสงเข้ม แสงตรง
สร้างเงาเข้มแกบุคคลหรือสิ่งที่ถ่ายส่วนโคมไฟ เป็นอุปกรณ์ที่ให้ลำแสงอ่อน
พร่ากระจายทำให้บุคคลหรือสิ่งที่ถ่ายดูนุ่มนวล ไม่กระด้าง
1.1.2 สี (Color)สื่อภาพยนตร์ให้กำเนิดภาษาสีขาว-ดำก่อนภาษาสีที่เห็นในปัจจุบันภาพชีวิตในโลกสีเทาหรือภาพ
ขาว - ดำ จึงเปลี่ยนฐานะเป็นสื่อภาษาในอดีต
เงาเข้มอันเกิดจากสีดำจัดและขาวจางตัดกันส่งผลให้ภาพชีวิตนั้นดูจริงจัง ลึกลับ
และน่าสะพรึงกลัว
โลกปัจจุบันเป็นโลกของสี
ซึ่งนอกจากบอกสิ่งต่าง ๆ รอบตัวเราแล้วยังมีอิทธิพลต่อจิตใจ ความรู้สึกของเราด้วย
จึงไม่น่าแปลกใจว่าผู้สร้างภาพยนตร์จึงเลือกใช้สีมากกว่าสีขาว-ดำ
การเลือกใช้สีต้องอาศัยทั้งศาสตร์คือทฤษฎีของสีและศิลปะคือ
อิทธิพลของสีประกอบกันเพื่อสื่อความหมายให้สมจริงสมจังทุกบททุกตอน
ไม่ว่าสีจะอยู่ในวรรณะสีร้อน (Hot Tone) หรือวรรณะสีเย็น
(Cool Tone) เช่น
แดง
เป็นสีที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น เพิ่มพลัง
กระตุ้นลมหายใจและแรงดันโลหิตมักใช้เป็นสีแห่งเลือก อันตราย ไฟ ความเร่าร้อน
ความหยาบ ความตื่นเต้น และความแข็งแกร่ง
เหลือง
เป็นสีสว่าง เปล่งปลั่งแทนแสงอาทิตย์ในทิศตะวันออก สัญลักษณ์ของมนุษย์ยุคป่าเถื่อน
มักใช้โน้มน้าวใจให้ผู้ชมมีความสุขและผจญภัย บางครั้งใช้เป็นสีแทนความขลาดกลัว
น้ำเงิน
เป็นสีบอกเวลากลางคืนซึ่งมนุษย์กลับคืนสู่เหย้าอย่างปลอดภัยลดความเครียดของร่างกาย
เป็นสีแห่งความจงรักภักดี เชื่อกันว่าเป็นสีที่แทนความรู้สึกนึกคิดได้ดีที่สุด
เขียว
เป็นสีเย็นแทนใบไม้ผลิ ป่า แทนความคงทนต่อการเปลี่ยนแปลงใด ๆ
ขณะเดียวกันก็เป็นสีแห่งความริษยา อมโรคไม่แข็งแรงและขาดประสบการณ์
ม่วง
เป็นสีผสมระหว่างสีแดงอันเป็นสีร้อนและสีน้ำเงินอันเป็นสีเย็น จึงเป็นสีที่บ่งบอกถึงความมีเสน่ห์อย่างลึกลับ
ดำ
เป็นสีแห่งความตาย ความโศกเศร้า ความหมดหวัง และการกระทำที่ซ่อนเงื่อน
ขาว
เป็นสีแทนความบอบบาง บริสุทธิ์ เยือกเย็น สงบ สะอาด สง่างาม
1.1.3 เสียง (Sound) ในที่นี้จะกล่าวถึงดนตรี เสียงประกอบ
และความเงียบ
1.1.3.1 ดนตรี (Music)เป็นศาสตร์ชนิดหนึ่งที่คนทั่วโลกสามารถเรียนรู้กันได้
และเกือบเป้นสื่อสากลเพราะไม่ว่าจะเป็นชนชาติใด ภาษาใด
เมื่อฟังเพลงแล้วมักเกิดความรู้สึก
รู้ถึงความนึกคิดและจินตนาการไปถึงเครื่องแต่งการประจำชาติได้
จะเห็นได้ว่า ดนตรี เป็นอวัจนภาษาที่มีอิทธิพลต่ออารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดและจินตนาการของผู้ฟังทั้งภาพยนตร์ซึ่งสามารถสื่อทั้งภาพ
และเสียงในเวลาเดียวกันจึงใช้ดนตรีเพิ่มความหมายแก่ภาพและเสียงพูดหรือวัจนภาษาอื่นๆ
ได้แก่
ก) ใช้ดนตรีให้สอดคล้องกับเนื้อหาหลักของเรื่องหรือรายการ
ข) ใช้ดนตรีให้ความรู้สึกเกี่ยวกับสถานการณ์ของเรื่อง
ค) ใช้ดนตรีสร้างหรือเสริมจังหวะและการเคลื่อนไหวของภาพ
ง) ใช้ดนตรีบ่งบอกคุณลักษณะของผู้แสดงแต่ละคน
จ) ใช้ดนตรีทำนายให้ผู้ชมทราบล่วงหน้าว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น
ฉ) ใช้ดนตรีส่งเสริมศิลปะการแสดง
ช) ใช้ดนตรีสร้างอารมณ์
ตรึงอารมณ์และเปลี่ยนอารมณ์ของผู้ชมขณะชม
1.1.3.2 เสียงประกอบ (Sound Effect)เป็นเสียงที่ไม่ใช่ถ้อยคำนำเอามาประกอบภาพเพื่อเพิ่มเติมรายละเอียดและความสมจริงสมจังของเรื่องราวแก่ผู้ชม
ทำให้ผู้ชมเกิดอารมณ์คล้อยตาม และเชื่อถือภาพที่ได้เห็น
การใช้เสียงประกอบเพื่อสร้างความสมจริงนั้นมีหลายลักษณะ
เช่น
ก) ใช้ระบุหรือเสริมความสมจริงของฉากหรือสถานที่
เช่น ฉากทะเลกำลังมีพายุเสียงประกอบที่ได้ยิน
ก็ควรเป็นเสียงลมพัดอื้ออึงและเสียงพายุคลื่นในท้องทะเล
ข) ใช้ดำเนินเรื่องราวหรือเหตุการณ์ตามท้องเรื่อง
เช่น เสียงสตาร์ทเครื่องยนต์ รถแล่น รถจอด แม้ผู้ชมไม่เห็นภาพทั้งหมดก็จะสามารถเข้าใจได้ทันทีว่า
ผู้แสดงกำลังขับรถไปยังที่ใดที่หนึ่ง
ค) ใช้บอกเวลา เช่น
เสียงไก่ขัน นาฬิกาตีบอกเวลา สุนัขหอน
ง) ใช้เสริมอารมณ์ตามบท
เป็นการใช้เสียงกระตุ้นอารมณ์ผู้ชมให้คล้อยตามภาพที่เห็น เช่น
ภาพผู้แสดงกำลังวิ่งหนีผู้ร้าย ก็จะได้ยินเสียงหอบ ภาพตำรวจกำลังหาวัตถุระเบิด
ก็จะได้ยินเสียงเข็มนาฬิกา จะช่วยทำให้ตื่นเต้นขึ้น
จ) ใช้ประกอบฉาก
ในกรณีที่ไม่ประสงค์ใช้เสียงประกอบเน้นความสมจริงของฉาก หรือสถานที่ดำเนินเรื่อง
บอกเวลา หรือเสริมอารมณ์ตามบท
ก็สามารถใช้เสียงประกอบเพื่อต้องการประกอบฉากเท่านั้น เช่น เสียง โทรศัพท์ เสียงฝีเท้าคนเดิน
เสียงไขกุญแจประตู เป็นต้น
เสียงประกอบก็จะได้ยินทั้งเสียงในฉากและนอกฉาก
เสียงประกอบในฉาก หมายถึง เสียงประกอบซึ่งแหล่งเสียงปรากฏให้เห็นในภาพ เช่น
ภาพคนพิมพ์ดีด ก็จะได้ยินเสียงการพิมพ์ปรากฏในฉากด้วย เสียงประกอบนอกฉาก หมายถึง
เสียงประกอบซึ่งแหล่งเสียงมิได้ปรากฏให้เห็นในภาพ เช่น ภาพโบสถ์ระยะไกล
เสียงประกอบก็จะเป็นเสียงระฆังตี เสียงสวดมนต์ หมู่สงฆ์สวดมนต์ที่มิได้ปรากฏบนภาพ
1.1.3.3 ความเงียบ (Silence)การนำความเงียบมาใช้นั้นส่วนมากใช้เฉพาะเมื่อต้องการสะกดอารมณ์
หรือปลุกเร้าใจผู้ชมให้จดจ่ออยู่กับภาพที่ปรากฏบนจอ
และมักใช้เฉพาะกับภาพที่ให้อารมณ์ตึงเครียด น่าประหวั่นพรั่นพรึง
และตกอยู่ในภยันตราย เช่น ภาพผู้ก่อการร้ายน่าตาดุดัน
ความเงียบจะช่วยสะกดอารมณ์ผู้ชมให้หยุดอยู่ชั่วขณะ
และรอดูว่าเหตุการณ์จะเป็นอย่างไร
เมื่อผู้ก่อการร้ายวางอาวุธความตึงเครียดก็หายไปและเสียงอื่นจะช่วยเปลี่ยนบรรยากาศต่อไป
1.2
วัจนภาษา ได้แก่ คำอ่าน คำบรรยาย และคำสนทนา
1.2.1
คำสนทนา (Dialogue)
เป็นรูปแบบหนึ่งของวัจนภาษาซึ่งผู้ชมคุ้นหูมากที่สุดในบรรดาเสียงจากธรรมชาติสำหรับสื่อภาพยนตร์และวิทยุโทรทัศน์ส่วนใหญ่
มักสื่อความหมายโดยใช้คำสนทนาควบคู่หรือผสมไปกับภาพเสมอ แม้ว่าบางฉาก บางตอน
จะสามารถใช้กิริยา ท่าทาง
และสีหน้าผู้แสดงเพียงอย่างเดียวก็สื่อความหมายให้ผู้ชมเข้าใจได้ แต่ก็ยังคงมีหลาย
ๆ ฉาก หลาย ๆ ตอนที่ต้องอาศัยคำสนทนาเข้าช่วยเพื่อให้ผู้ชมได้เข้าใจ
คำสนทนาที่ได้ยินในภาพยนตร์นั้น
ผู้สร้างหรือผู้ผลิตไม่ได้ใช้เพื่อให้มีเสียงควบคู่ไปกับภาพเพียงอย่างเดียว
หากแต่ใช้เพื่อให้มีความหมายแก่ภาพในหลายลักษณะ ที่สำคัญ มี 4 ลักษณะ คือ
1.2.1.1
เพื่อให้ข้อมูลและรายละเอียด
1.2.1.2
เพื่อบอกบุคลิกลักษณะของผู้แสดง
ว่าผู้แสดงเป็นเพศชายหรือหญิง มีอายุเท่าไร สถานะอย่างไร
1.2.1.3
เพื่อดำเนินเรื่องหรือเพื่อเชื่อมฉากสองฉากเข้าด้วยกัน
1.2.1.4
เพื่อแสดงอารมณ์ให้สอดคล้องกับภาพ
1.2.2
คำบรรยาย (Narrative or Comentary)
ในการสื่อความหมายด้วยวัจนภาษาจะมีเสียงสนทนาเป็นภาษาหลัก
คำบรรยายและคำอ่านเป็นภาษารองที่ช่วยเสริมสร้างความเข้าใจให้แก้ผู้ชมในเมื่อดูภาพอย่างเดียวแล้วไม่สามารถเข้าใจได้
ภาพยนตร์ใช้คำบรรยายในรูปลักษณ์ 2 ลักษณะ คือ 1) ตัวอักษรและ
2) เสียงบรรยาย
และเนื่องจากการใช้ตัวอักษรกับเสียงบรรยายมีข้อแตกต่างกัน
จึงขึ้นอยู่กับผู้สร้างภาพยนตร์จะเลือกใช้ให้เหมาะสมกับเรื่องนั้น ๆ
การใช้ตัวอักษรบรรยายมักใช้ในกรณีที่มุ่งให้ภาพยนตร์หรือรายการนั้นดูเป็นจริงเป็นจังน่าเชื่อถือ
แม้การใช้ตัวอักษรอาจขัดจังหวะอารมณ์และอาจบังรายละเอียดของภาพที่ปรากฏไปบ้าง
เนื่องจากการใช้ตัวอักษรมีข้อเสีย
จึงอาจเลือกใช้เสียงบรรยายแทน ซึ่งการใช้เสียงบรรยายนี้มีข้อดีหลายประการ คือ
เหมาะสำหรับกลุ่มผู้ชมซึ่งอ่านหนังสือไม่ออก ไม่อยากอ่าน สายตาไม่ดี
อ่านหนังสือได้ช้า นอกจากนี้ยังสามารถเลือกเสียงบรรยายเป็นชาย หญิง
และวิธีบรรยายให้ได้อารมณ์ต่าง ๆ การใช้เสียงบรรยายจึงบรรเทาความจริงจัง
และความเครียดลงไปได้บ้าง
บุคลากรในงานภาพยนตร์คือบุคลากรที่ทำงานในวงการภาพยนตร์มีด้วยกันหลากหลายตำแหน่งมาก
อาจสามารถจำแนกได้ทั้ง ก่อนการผลิตระหว่างการผลิต และหลังการผลิต
แต่บางตำแหน่งก็อาจจะไม่ตายตัวบางต่ำแหน่งต้องรับผิดชอบงานทั้งหมดก็มี
หรือบางตำอาจมีปลีกย่อยลงไปได้อีกโดยมีดังต่อไปนี้
Author :ผู้ประพันธ์
อาจเป็นผู้ที่แต่งชิ้นงานนั้นๆขึ้นมาอยู่แล้ว
Screenwriter :ผู้เขียนบท
Producer :ผู้อำนวยการสร้าง
เป็นผู้ที่ออกงบประมาณในการสร้างให้
ระหว่างการผลิตจะต้องพิจารณา
1.
Associate Producer : ผู้อำนวยการดูการสร้าง เป็นคนที่คอยมาตรวจดูการสร้าง
2.
Director : ผู้กำกับ
เป็นผู้ที่ควบคุมกองการถ่ายทำภาพยนตร์
3.
First Assistant Director : ผู้ช่วยผู้กำกับ คนที่ 1 เป็นผู้ช่วยดูแลในกองถ่ายทำภาพยนตร์
4.
Second Assistant Director : ผู้ช่วยผู้กำกับ คนที่ 2 (อาจมี หรือไม่มีก็ได้)
5.
Director of Photography : ผู้กำกับภาพ ดูแลเรื่องภาพที่จะถ่ายออกมา
6.
Continuity : ผู้จดจำความต่อเนื่อง
คอยดูแลความต่อเนื่อง ของการแสดง ในแต่ละช็อต
7.
Camera Operator : ผู้ถ่ายภาพ หรือ Camera Man
8.
Focuspuller : ผู้ช่วยผู้ถ่ายภาพ
1 คอยช่วยอยู่ข้างๆผู้ถ่าย
9.
Claper/Loader : ผู้ช่วยผู้ถ่ายภาพ
2 ช่วยในการวัดระยะภาพ และบันทึกสเลท
10.
Dolly Pusher : ผู้เข็นดอลลี่
คอยเข็นดอลลี่ (ฐานเลื่อนใต้กล้อง บางทีอาจรวมถึงเครนด้วย)
11.
Art Director : ผู้กำกับฝ่ายศิลป์
มีหน้าที่ดูแล และตกแต่งฉาก
12.
Property Master : หัวหน้าอุปกรณ์ และวัสดุ
13.
Rigger : ผู้ดูแลเครื่องมือขนาดใหญ่
14.
Unit Crapenter / Painter งานไม้ และทาสี (หน่วยประกอบฉาก)
15.
Wardrobe Supervisor : หัวหน้าเครื่องแต่งกาย
16.
Chief Make-Up Artist : หัวหน้าฝ่ายแต่งหน้า
17.
Hair Stylist : ผู้ออกแบบทรงผม
18.
Actor : นักแสดงชาย
19.
Actress : นักแสดงหญิง
20.
Stills Photographer : ผู้บันทึกภาพนิ่ง, ถ่ายภาพนิ่ง
21.
Police Liasion : ผู้ติดต่อประสานงาน
คอยประสานงานระหว่างกองถ่าย และบุคคลภายนอก
22.
Electrician : ช่างไฟฟ้า
ดูแลเรื่องไฟฟ้าในกองถ่าย
23.
Sound Engineer : ผู้บันทึกเสียง
คอยดูแลเรื่องเสียง
24.
Assistant Sound Engineer : ผู้ช่วยผู้บันทึกเสียง ส่วนมากจะต้องช่วยถือไมล์บูม
25.
Editor : ผู้ตัดต่อลำดับภาพ
26.
Production Manager : ผู้จัดการฝ่ายผลิต เป็นผู้ที่คอยควบคุม และคอยดูแล
ในกองถ่ายภาพยนตร์อีกทีนึง
27.
Production Accountant : ผู้อำนวยการงบประมาณ ในกองถ่ายทำ
***ในกองบางกองอาจจะมีปลีกย่อยลงไปอีก
หรือมีน้อยกว่านี้ ขึ้นอยู่กับขนาดในกองถ่าย
2.
ประเภทของภาพยนตร์
1.1 Action movie (ภาพยนตร์แอคชั่น) ภาพยนตร์แบบบู๊แอ็กชั่น ยิง ต่อสู้
ระทึกใจเหมาะสำหรับคนชอบความแข็งแรงและศิลปะการต่อสู้ ในภาพยนตร์แนวนี้จะมีฉากยิง
ระเบิดเผาสิ่งต่างๆ
ที่เราอาจจะหาดูได้ยากฉะนั้นคนที่ชอบหนังประเภทนี้ไม่ใช่เพราะชอบความรุนแรงแต่จะหมายถึงคนที่ชอบที่จะสัมผัสกับสิ่งที่หาดูไม่ได้ในชีวิตประจำวันและชอบความตื่นเต้นอยู่ด้วยปัจจุบันภาพยนตร์ประเภทนี้
มีออกมาฉายกันมากไม่เคยขาดและได้รับการตอบกลับอย่างดีแต่ก็ต้องมีเนื้อหาสาระและมุมมองของการออกแบบฉากได้อย่างลงตัวและสมจริงด้วยอย่างองค์บากทั้งสองภาคก็ขายความแอ๊คชั่นเป็นจุดสำคัญ
และอื่นๆ อีกมากมาย
1.2 Adventure (ภาพยนตร์ผจญภัย) หมายถึงภาพยนตร์ แนวผจญภัย เข้าป่าฝ่าดง
เจอปัญหาอุปสรรคมากมายและต้องมีการแก้ไข ปัญหาสถานการณ์
หนังแบบนี้ก็เหมาะสมหรับผู้ชมที่ชื่นชอบการผจญภัยเช่น
เข้าไปในป่าที่ยังไม่รู้จักว่ามีอะไรบ้างที่รอการเข้าไปค้นหาจากเรา
1.3 Animation (ภาพยนตร์การ์ตูน) หมายถึงภาพยนตร์การ์ตูน
ซึ่งปัจจุบันกำลังมาแรง เช่น finding nemoเป็นต้น
ปัจจุบันมีการผลิตออกมาได้น่าดูและแนบเนียนขึ้นประเทศไทยเองก็มีออกมาหลายเรื่องและได้รับการต้อนรับมากโดยเฉพาะเด็กๆที่ขาดกันไม่ได้
1.4 Comedy (ภาพยนตร์ตลก)
ภาพยนตร์ตลก เบาสมอง
เหมาะกับคนที่ต้องการดูเพื่อการพักผ่อนไม่ต้องคิดอะไรมาก
1.5 Crime (ภาพยนตร์อาชญากรรม)
ภาพยนตร์อาชญากรรม
แนวการแก้ไข ต่อสู้กับคดีต่างๆ ของตำรวจ
1.6 Documentaries (ภาพยนตร์สารคดี) ภาพยนตร์แนวสารคดีที่ดูไปด้วย ได้สาระไปด้วย
1.7 Drama Movies (ภาพยนตร์ดราม่า) ภาพยนตร์ชีวิต ที่จะได้ความรู้สึกซึ้งเศร้า
เคล้าน้ำตาทำให้นึกถึงชีวิตคนจริงๆ บางเรื่องดูแล้วเครียด
บางเรื่องก็เศร้ามากๆแต่พอหนังจบก็โล่งหัว
1.8 Erotic (ภาพยนตร์ผู้ใหญ่)
เป็นภาพยนตร์ที่ไม่เหมาะกับผู้ที่มีอายุไม่ถึง
18 ปีเพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเพศ
ในประเทศไทยไม่มีเพราะทำออกมาก็ไม่ผ่านการเซ็นเซอร์
1.9 Family (ภาพยนตร์ครอบครัว)
เป็นภาพยนตร์ที่คนทุกคนในครอบครัวดูได้ส่วนใหญ่เป็นภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความผูกพันของคนในครอบครัวส่วนใหญ่ก็จะแฝงแง่คิดเอาไว้และเดินเรื่องแบบเรียบง่ายเน้นความรักกันของคนในครอบครัว
1.10 Fantasy (ภาพยนตร์ผสมจินตนาการ)ภาพยนตร์ที่มีการผสมจินตนาการแบบที่เราๆ ไม่ค่อยเห็นในชีวิต
จะเรียกว่าเหนือจริงก็ได้เด็กๆ หลายคนชอบจนถึงขั้นติดเลย
1.11 Musicals Movies (ภาพยนตร์เพลง)ภาพยนตร์เพลง เช่น
ชิคาโกประเทศไทยยังไม่มีให้เห็นเป็นเรื่องเป็นราวสักเรื่องแต่ก็ยากที่จะทำให้มีรายได้เพราะความนิยมของคนแนวนี้ไม่มาก
1.12 Romance (ภาพยนตร์โรแมนติก)ภาพยนตร์แนวรักโรแมนติกเหมาะกับคู่หนุ่มสาวและผู้ที่กำลังมีความรักทั้งหลายหรือคนที่กำลังอยากจะรักใครชมไว้เป็นแนวทางในการทำตนเมื่อมีคนรักจะได้ความรู้สึกมากขึ้นหากเราเคยมีประสบการณ์และความรู้สึกเหมือนในภาพยนตร์จึงไม่แปลกใจที่หลายคนร้องไห้กับหนัง
แต่อีกหลายคนอาจจะมองว่ามันซึ้งตรงไหน ไม่ผิด
1.13 Sci-Fi Movies (ภาพยนตร์วิทยาศาสตร์)ภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาอ้างอิงวิทยาศาสตร์แต่ทำออกมาให้น่าสนใจอาจจะผสมจินตนาการเข้าไปด้วยแต่หลายคนบอกว่าไม่ชอบเพราะดูไม่รู้เรื่องซึ่งก็เป็นความจริงเพราะบางเรื่องก็ต้องอาศัยความรู้พื้นฐานเป็นเดิมพันบ้างแต่ถ้าหากชมบ่อยๆ
ก็จะเริ่มรู้เรื่องและกลายเป็นคนชอบหนังประเภทนี้ก็ได้หนังแนวนี้สามารถต่อจินตนาการให้เราได้
เผลอๆ
คนที่ดูอาจจะคิดอะไรดีๆออกมาสร้างประโยชน์ให้กับคนรอบข้างได้และแนวคิดของหนังแนวนี้ก็เป็นแรงกระตุ้นให้นักวิทยาศาสตร์พยายามทำให้ได้แบบในหนัง
1.14 Thriller Movies (ภาพยนตร์ระทึกขวัญ)ภาพยนตร์แนวสืบสวนสอบสวนที่มีการผูกเรื่องเพื่อให้ผู้ชมลุ้นไปด้วยว่าผลสุดท้ายจะออกมาในแนวใดเหมาะกับผู้ที่ชอบการสืบ
นักสืบน้อยทั้งหลายมันมีเสน่ห์ตรงทำให้ผู้ชมต้องติดตามตลอดทั้งเรื่องดังนั้นหากเรื่องไหนทำให้เกิดปมช้า
ก็ทำให้หนังน่าเบื่อและตอนจบและแนวเรื่องต้องมีความแปลกใหม่
1.15 War (ภาพยนตร์สงคราม)หนังสงคราม ที่มีการอ้างอิงเหตุการณ์สงครามที่เคยเกิดขึ้นในอดีต
เน้นจุดๆหนึ่งในสงครามนั้นๆ
ก็อาจจะนำไปใช้สอนเด็กนักเรียนได้แต่ก็อาจจะไม่เหมาะในบางเรื่อง เช่น
ความรุนแรงหรือความป่าเถื่อนอะไรประมาณนี้ผมสังเกตว่าถ้าคนที่ไม่ใช่คอหนังสงครามจริงๆ
เขาอาจจะไม่อยากดูเลยด้วยซ้ำแต่คนที่ชอบดูก็จัดได้ว่าคลั่งหนังสงครามไปเลย
ส่วนที่เหลือก็เป็นการชอบดูเป็นช่วงๆระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง
1.16 Western (ภาพยนตร์ตะวันตก)หนังคาวบอยตะวันตกปัจจุบันอาจจะดูไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าไรเพราะความแปลกใหม่ในการนำเสนอหายากขึ้นและเสี่ยงมากที่จะทำออกมา
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น